รวม 8 วิธีลดกลิ่นอับในบ้าน

ลดกลิ่นอับในบ้าน,วิธีลดกลิ่นอับในบ้าน,วิธีลดกลิ่นอับ,ลดกลิ่นอับ,ตรวจบ้าน,รับตรวจบ้าน,บริษัทตรวจบ้าน,บริษัทรับตรวจบ้าน,รับตรวจโฮมออฟฟิศ,โฮมออฟฟิศ,ตรวจโฮมออฟฟิศ,ตรวจ โฮมออฟฟิศ,บริษัทตรวจโฮมออฟฟิศ,ตรวจคอนโด,รับตรวจคอนโด,บ้านทรุด,บ้านร้าว,ตรวจคอนโดมือสอง

กลิ่นอับเป็นหนึ่งในปัญหาที่ทำให้บ้านดูไม่น่าอยู่ ทั้งความรู้สึกอึดอัด กลิ่นชื้น ๆ ที่ลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ หรือกลิ่นที่ติดผ้าและเฟอร์นิเจอร์แบบไม่รู้ตัว หลายคนเลือกฉีดสเปรย์หรือจุดน้ำหอมเพื่อให้กลิ่นดีขึ้นทันที แต่ความจริงแล้ว นั่นเป็นเพียงการกลบกลิ่น ไม่ใช่การแก้ที่ต้นเหตุ

สารบัญบทความ

กลิ่นอับจะหายจริง ๆ ต่อเมื่อบ้าน อากาศถ่ายเทดี, ความชื้นลดลง, และ ไม่มีสิ่งที่สะสมกลิ่นอยู่ในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นผ้า เฟอร์นิเจอร์ หรือระบบท่อเข้าห้องน้ำ

บทความนี้รวบรวม 8 วิธีลดกลิ่นอับแบบจับต้องได้ ทำได้จริง และแก้แบบยาว ๆ ไม่ต้องคอยฉีดสเปรย์ทุกวันให้เปลืองเงิน พร้อมเคล็ดลับที่เจ้าของบ้านหลายคนไม่รู้มาก่อน

1) เปิดทางให้อากาศไหลเวียน

วิธีที่ง่ายที่สุดคือทำให้บ้านมีอากาศหมุนเวียนตลอดเวลา เพราะถ้าบ้านปิดทึบเกินไป ทั้งความชื้น กลิ่นอาหาร และกลิ่นจากพื้นผิวต่าง ๆ จะถูกกักเอาไว้จนเกิดกลิ่นอับ

เคล็ดลับที่ทำแล้วได้ผลกว่าการเปิดหน้าต่างธรรมดา คือ

  • เปิดสองฝั่งให้ลมสวนกัน อากาศจะเข้า–ออกได้เร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
  • ใช้พัดลมช่วยเป่ากลิ่นออก โดยหันพัดลมออกนอกบ้าน จะช่วยไล่กลิ่นได้เร็ว
  • เปิดช่วงเช้าและเย็น เพราะอากาศในช่วงนี้จะเคลื่อนไหวดีที่สุด

แค่ทำตามนี้ทุกวัน กลิ่นอับในบ้านจะลดลงทันที 30–40% โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไรเลย

2) จัดการความชื้นในบ้านแบบจริงจัง

ความชื้นคือศัตรูตัวจริงของบ้าน เพราะมันทำให้เชื้อราโต ทำให้ผ้าเหม็น และทำให้กลิ่นอับติดทั่วบ้าน

สิ่งที่ควรทำคือ

  • เดินตรวจรอบบ้านว่า ผนังมีรอยน้ำซึมหรือไม่ โดยเฉพาะบริเวณหลังตู้, มุมห้อง, ใต้หน้าต่าง
  • ตรวจรอยพองบนผนัง ซึ่งเป็นสัญญาณของความชื้นสะสม
  • หากเจอ ความชื้นที่เกิดซ้ำ ๆ ในตำแหน่งเดิม อาจมีน้ำรั่วซ่อนอยู่ ต้องแก้ก่อน

กรณีบ้านหรือคอนโดที่โดนแดดน้อย การใช้ เครื่องลดความชื้น เป็นวิธีที่ช่วยได้มาก โดยเฉพาะห้องนอน

3) ใช้ของในบ้านดูดกลิ่น – ประหยัด ปลอดภัย และได้ผลดีแบบไม่ต้องซื้อแพง

บางครั้งกลิ่นอับไม่ได้แรงมาก แต่กวนใจพอที่จะทำให้บ้านไม่น่าอยู่ คุณสามารถใช้ของที่มีอยู่แล้วในบ้านได้ เช่น

  • เบกกิ้งโซดา – ดูดกลิ่นอับดีมาก เพียงใส่ถ้วยไว้ในตู้รองเท้า ตู้เสื้อผ้า หรือห้องน้ำ
  • น้ำส้มสายชู – ช่วยตัดกลิ่นแรง ๆ เช่น กลิ่นอาหาร กลิ่นหมัก กลิ่นชื้น
  • ผงถ่าน – สุดยอดตัวดูดกลิ่น เหมาะกับห้องเก็บของหรือมุมที่อับมาก
  • กาแฟคั่ว – ใช้กับกลิ่นอับในห้องครัวได้ดี

เคล็ดลับคือ เปลี่ยนทุก 1–2 เดือน และไม่ควรวางใกล้อาหารสด

4) ซักผ้าม่าน

วิธีลดกลิ่นอับในบ้าน,วิธีลดกลิ่นอับ,ลดกลิ่นอับ,ตรวจบ้าน,รับตรวจบ้าน,บริษัทตรวจบ้าน,บริษัทรับตรวจบ้าน,รับตรวจโฮมออฟฟิศ,โฮมออฟฟิศ,ตรวจโฮมออฟฟิศ,ตรวจ โฮมออฟฟิศ,บริษัทตรวจโฮมออฟฟิศ,ตรวจคอนโด,รับตรวจคอนโด,บ้านทรุด,บ้านร้าว,ตรวจคอนโดมือสอง

บ้านส่วนใหญ่ซักผ้าม่านแค่ปีละครั้ง หรือบางบ้านแทบไม่เคยซักเลย ผ้าม่านจะเก็บทั้งฝุ่น เชื้อรา และกลิ่นอับเมื่อโดนความชื้นเรื้อรัง เช่น ช่วงหน้าฝนหรือบริเวณที่โดนแอร์เป่าตลอดเวลา

วิธีดูแลผ้าม่านให้ไม่อับคือ

  • ซักทุก 6–12 เดือน ตามชนิดของผ้า
  • หากเป็นม่านที่หนามาก ให้ใช้เครื่องดูดฝุ่นหัวสำหรับผ้าม่านดูดฝุ่นเดือนละครั้ง
  • ถ้าเริ่มมีกลิ่น ให้ซักด้วยน้ำอุ่นอ่อน ๆ ผสมเบกกิ้งโซดาเล็กน้อย กลิ่นจะจางลงทันที

เพียงแค่ซักม่านครั้งเดียว คุณจะรู้เลยว่าอากาศในบ้านดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

5) ซัก–ตาก–เก็บผ้าให้ถูกวิธี เพราะกลิ่นอับส่วนใหญ่มาจากผ้า

ผ้าทุกชนิดเป็นตัวกักเก็บกลิ่นชื้นได้ดีที่สุด โดยเฉพาะผ้าขนหนู ผ้าปูเตียง ผ้าห่ม และเสื้อผ้า

  • ซักผ้าแล้วต้องตากทันที อย่าแช่ไว้ในเครื่องนาน
  • พยายามตากแดดให้แห้ง ไม่ใช่แค่ผึ่งลม
  • ถ้าผ้าเหม็นอับ ให้ใช้ น้ำอุ่นผสมน้ำส้มสายชู หรือ แช่เบกกิ้งโซดา ก่อนซัก
  • ไม่ควรพับผ้าเก็บในตู้ทันทีหลังตาก ควรผึ่งให้คลายความร้อนก่อน

บ้านที่มีผ้าอับเพียง 1–2 ชิ้น จะทำให้ทั้งตู้หรือทั้งห้องเหม็นตามไปด้วย เพราะฉะนั้นการดูแลผ้าคือเรื่องที่มองข้ามไม่ได้เลย

6) ขยับเฟอร์นิเจอร์แล้วทำความสะอาดจุดที่ไม่เคยเช็ดมาก่อน

หลังตู้ ใต้เตียง หรือด้านหลังโซฟา เป็นจุดที่ความชื้นสะสมมากที่สุด เพราะอากาศไม่เคลื่อนไหวและบางครั้งโดนผนังชื้นพอดี ผลที่ตามมาคือ เชื้อราโต, ฝุ่นสะสม

สิ่งที่ควรทำคือ

  • ขยับเฟอร์นิเจอร์ให้ออกห่างผนังเล็กน้อย
  • ใช้ผ้าชุบน้ำสบู่อ่อน ๆ เช็ด แล้วเช็ดซ้ำด้วยน้ำอุ่น
  • เปิดพัดลมหรือหน้าต่างให้แห้งสนิท

ถ้าเห็นจุดขึ้นราเป็นสีดำหรือเขียว ให้รีบเช็ดทันที หากผนังพองหรือมีคราบเป็นวง ควรให้ช่างตรวจความชื้นเพื่อป้องกันปัญหาลุกลาม

7) ดูแลระบบท่อน้ำ และแอร์

ท่อแห้ง เป็นหนึ่งในสาเหตุอันดับต้น ๆ ของกลิ่นอับในห้องน้ำ หากเราไม่ได้ใช้ห้องน้ำช่วงหนึ่งหรือเปิดบ้านทิ้งไว้หลายวัน น้ำในดักกลิ่นจะหาย ทำให้กลิ่นย้อนขึ้นมา

วิธีแก้คือง่ายๆ คือ เทน้ำลงท่อเป็นประจำ

ส่วนเครื่องปรับอากาศ หากไม่ได้ล้างนาน จะมีกลิ่นอับแบบเฉพาะตัวที่ออกมาพร้อมลมเย็น เพราะตะไคร่น้ำและฝุ่นเกาะที่คอยล์

ควรล้างแอร์ทุก 3–6 เดือน โดยเฉพาะห้องนอนที่ใช้งานทุกวัน

8) จัดบ้านใหม่ ไม่ให้ของแน่นเกินไป

บ้านที่มีของแน่นจนไม่มีที่ให้ลมเดิน ถือเป็นจุดกักกลิ่นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นตู้เสื้อผ้า ห้องเก็บของ หรือแม้แต่บริเวณใต้โต๊ะ วิธีทำไม่ยาก

  • ลดของที่ไม่ค่อยได้ใช้
  • จัดของให้มีช่องว่างให้อากาศไหล
  • ใช้กล่องเก็บของแบบมีรูระบาย
  • เช็ดทำความสะอาดพื้นที่ใต้ตู้และหลังเฟอร์นิเจอร์เป็นประจำ

สรุป

กลิ่นอับในบ้านไม่ใช่เรื่องเล็ก และไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลจากความชื้น ฝุ่น เชื้อรา และของใช้บางอย่างที่เราไม่รู้ว่ามันคือแหล่งสะสมกลิ่น การกำจัดกลิ่นให้หายแบบยาว ๆ ต้องเริ่มจากการ

  • ให้บ้านหายใจได้
  • ลดความชื้น
  • ดูแลผ้า ผ้าม่าน เฟอร์นิเจอร์
  • เช็กท่อน้ำและล้างแอร์
  • จัดของให้โปร่ง

หากคุณลองทำครบทุกวิธีแล้วบ้านยังมีกลิ่นอับ อาจมีปัญหาใหญ่กว่าที่คิด เช่น ผนังชื้น น้ำรั่วซึม หรือโครงสร้างบางส่วนมีปัญหา ซึ่งในกรณีนี้ควรให้ผู้เชี่ยวชาญด้านตรวจบ้าน–ตรวจคอนโดช่วยตรวจให้ละเอียด จะทำให้เจอปัญหาที่ซ่อนอยู่และแก้ได้ตรงจุดมากที่สุด

ทำไมต้องเลือก S Inspector?

  • เรามีทีม วิศวกรตรวจบ้าน และผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ ผ่านการ ตรวจบ้าน ตรวจคอนโด มามากกว่า 6,000 ยูนิต
  • มีเครื่องมือตรวจสอบที่ทันสมัย
  • รายงานผลการ ตรวจบ้าน ที่ละเอียด ชัดเจน
  • บริการหลังการขาย มีการเข้าไปตรวจซ้ำรอบที่ 2 ว่ามีการแก้ไขข้อบกพร่องเรียบร้อยดีหรือไม่
Scroll to Top